Posted by: yrc1719 | October 12, 2012

Baan Pong Gallery_The Natural @ บ้านโปง


This slideshow requires JavaScript.


ชมรมท่องเที่ยวเกษตรเชิงนิเวศ

                เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเกษตรเชิงนิเวศ

       และช่วยลดมลภาวะทางอากาศจากการปั่นจักรยานแทนการใช้รถยนต์ รถจักรยานยนต์

          จึงมีการจัดตั้งชมรมปั่นจักรยานเส้นทางบ้านโปงขึ้น

           สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

    อาจารย์มิ่งขวัญ  แดงสุวรรณ และ คุณสมใจ

Posted by: yrc1719 | October 12, 2012

ผลผลิตของชุมชน


ผลผลิตของชุมชน

    

เนื่องจากชุมชนบ้านโปงมีอาชีพหลักคือการเกษตรกรรม ประกอบด้วยทางชุมชนได้รับการสนับสนุนการวิจัยผลผลิตทางการเกษตรจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้เชียงใหม่ ทำให้การประกอบอาชีพเกษตรกรรมของชาวบ้านในชุมชนมีคุณภาพดีขึ้น ได้ผลผลิตที่ตรงตามความต้องการของตลาด อีกทั้งยังส่งเสริมให้ชาวบ้านใช้วิถีเกษตรอินทรีย์ ช่วยลดต้นทุนการผลิตทำให้มีรายจ่ายลดลง มีเงินออมมากขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้นตามลำดับ ตัวอย่างผลผลิตของชุมชนได้แก่ ของป่า จำพวก หน่อไม้ เห็ด ไข่มดแดง ผักป่า ผลผลิตทางการเกษตร เช่น ลำไย บัว บัวสวรรค์ เบญจมาศ


โครงการเกษตรทฤษฏีใหม่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

               

                 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตแม่โจ้ เมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2538 และทรงมีพระบรมราโชวาท ความตอนหนึ่งว่า “.ทุกวันนี้ แม้ประเทศของเราจะพัฒนาด้านอุตสาหกรรมไปมากแล้วก็ตาม แต่การเกษตรก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน จะละเลยทอดทิ้งมิได้ ….ทฤษฎีใหม่เป็นวิธีปฏิบัติอีกแนวทางหนึ่ง ที่คิดค้นขึ้นสำหรับเกษตรกรที่มีที่ดินจำนวนน้อย….ฯลฯ” มหาวิทยาลัยแม่โจ้สนองพระบรมราโชวาทจึงได้ตั้งฐานเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ฯ ขึ้นและแบ่งพื้นที่จำนวน 10 ไร่ออกเป็น 4 ส่วนดังนี้ น้ำ30% นาข้าว30% ไม้ผล30%และที่อยู่อาศัย10%

                การดำเนินโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ 1. การปรับพื้นที่ 10 ไร่ ออกเป็นสัดส่วน 4 ส่วนคือ 30:30:30:10 ดังนี้ ส่วนที่หนึ่ง 30 % ของพื้นที่ (1ไร่) : ขุดสระน้ำกว้าง 40 เมตร และยาว 40 เมตร ลึก 2.50 เมตร บรรจุน้ำได้ประมาณ 4,000 ลูกบาศก์เมตร สำหรับเก็บไว้ใช้ตลอดเวลาการเพาะปลูก และใช้เลี้ยงปลา ส่วนที่สอง 30 % ของพื้นที่ (3 ไร่) : ปลูกข้าว โดยใช้ระบบการปลูกพืชหมุนเวียนสลับกับข้าว เช่น พืชไร่(ถั่วเหลือง,งา, ข้าวโพด, ทานตะวัน และคำฝอย) ปลูกพืชทำปุ๋ยพืชสด ปลูกผักและผักสวนครัว ส่วนที่สาม 30 % ของพื้นที่ (3ไร่) : ปลูกมะม่วง,ลำไย,ลิ้นจี่ในระบบชิดเป็นหลักและปลูกผักสวนครัวพืชไร่ระหว่างแปลงไม้ผล ส่วนที่สี่ 10 % ของพื้นที่ (1ไร่) : สร้างบ้าน,โรงผลิตเชื้อจุลินทรีย์,โรงเก็บปุ๋ยหมัก, คอกสัตว์, บ่อก๊าซชีวภาพ และพื้นที่ที่เหลือปลูกพืชผักสวนครัว,พืชสมุนไพร,ไม้ผลและพืชผักริมรั้วไว้บริโภค 2. การผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์และผลิตปุ๋ยหมัก โดยใช้กากน้ำตาลเพื่อทำปุ๋ยหมักและปุ๋ยน้ำชีวภาพจากของเหลือใช้ในครัวเรือน จากสัตว์และจากสวน เช่น มูลสัตว์ เศษกิ่งไม้ ใบไม้ เศษขยะ เศษพืช ผลไม้สุกบางชนิดและยอดพืชเพื่อผลิตฮอร์โมน การทำสารสกัดสมุนไพรไล่แมลงโดยจุลินทรีย์ เพื่อทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี 3. การทดลองปลูก พืชไร่ ไม้ผล พืชผัก พืชสมุนไพร ไม้ดอกไม้ประดับ ในแปลงนาและระหว่างแปลงไม้ผลในระบบการปลูกพืชตามฤดูกาลโดยการลดต้นทุนการผลิต และลดการใช้สารเคมี 4. การปลูกข้าวหอมมะลิ105 และข้าวหอมแดงเพื่อสีเป็นข้าวกล้องและทดลองปลูกข้าวแบบปลอดภัยจากสารพิษโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยน้ำชีวภาพ เปรียบเทียบกับไม่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ นอกจากนี้ปลูกผักและพืชไร่สลับกันในพื้นที่นา 5. การเลี้ยงสัตว์ เช่น การทดลองเลี้ยงสุกรด้วยเศษอาหารและอาหาร, ทดลองเลี้ยงปลานิลแปลงเพศร่วมกับปลาดุกบิ้กอุยใต้คอกไก่และทดลองเลี้ยงไก่สามสายเลือดบนบ่อปลา


โครงการพัฒนาบ้านโปงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

พื้นที่ป่าอนุรักษ์บ้านโปงอยู่ภายใต้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ที่อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ มีเนื้อที่ 3,686 ไร่ อาจารย์มิ่งขวัญ  แดงสุวรรณ หัวหน้าโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สำนักฟาร์ม ม.แม่โจ้ ซึ่งทำหน้าที่ฝ่ายบริหารจัดการบ้านพักโฮมสเตย์ ของชมรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์บ้านโปงมากว่า 10 ปีหรือตั้งแต่ปี 2542  เล่าให้ฟังว่า โครงการนี้เกิดขึ้นเพื่อต้องการสร้างจิตสำนึกให้ชาวบ้านช่วยดูแลทรัพยากร ดิน น้ำ ป่าไม้ ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

อาจารย์มิ่งขวัญกล่าวว่า “ในช่วงแรกต้องทำความเข้าใจกับชาวบ้านเกี่ยวกับการทำโครงการอนุรักษ์ป่าบ้านโปง เพราะชาว บ้านยังใหม่กับรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ก็ได้ประชุมทำความเข้าใจอย่างต่อเนื่องและใช้ความเห็นส่วนร่วมเป็นมติ  ปัจจุบันถือว่าโครงการประสบความสำเร็จทุกคนมีส่วนร่วมและเข้าใจ มีชาวบ้านที่เป็นสมาชิกของชมรมกว่า 40 ครอบครัว หรือ 1,000 คน  ปัจจุบันในชุมชนบ้านโปง มีกิจกรรมมากมาย เช่น กิจกรรมหลักขณะนี้คือการเข้าค่ายลูกเสือของโรงเรียนในเชียงใหม่ ภายในค่ายแทนคุณอยู่บนพื้นที่ 30 ไร่ ซึ่งมีตลอดปีโดยจะเก็บในราคาเหมาะจ่ายคนละ 100 บาท และกิจกรรมการเดินป่า และท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่มีนักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวประมาณ 5,000 คนต่อปี  เป็นชาวต่างประเทศประมาณ 10% หรือ 500 คน ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต

การพัฒนาประเทศในทศวรรษที่ผ่านมา ได้มีการนำทรัพยากรธรรมชาติไปใช้เกินขีดจำกัด กอรปกับความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้ในหลายปีที่ผ่านมา โลกได้สูญเสียความหลากหลายทางพันธุกรรมไปอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยเคยเป็นแหล่งพันธุกรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกับประเทศต่างๆทั่วโลก ที่จำนวนประชากรได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และได้มีการบุกรุกทำลายเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม ทำให้ระบบนิเวศของพืชเปลี่ยนจนพืชบางชนิดได้สูญพันธุ์ไป ในการเพิ่มผลผลิตของการปลูกพืชนั้น การใช้พันธุ์ดีเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่ง ผลผลิตและคุณภาพของผลผลิตจะสูงขึ้นหากรู้จักใช้พันธุ์ดี ที่มีความทนทานต่อโรคและแมลง ในการปรับปรุงพันธุ์พืชเพื่อให้ได้มาซึ่งพันธุ์ดี สิ่งที่สำคัญคือ “พันธุกรรมพืช” การเสาะหาพันธุกรรมใหม่ๆ จึงมีความสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่ง จังหวัดเชียงใหม่มีสภาพพื้นที่เหมาะสมกับการเกษตร การปลูกพืช และมีพรรณพืชต่างๆ หลากหลายชนิด นอกจากนี้ยังมีป่าไม้ที่เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำหลายสาย

ก่อนปี พ.ศ. 2520 ลุ่มน้ำห้วยแม่โจ้ก็เป็นลุ่มน้ำหนึ่งที่มีน้ำไหลตลอดปี แต่สภาพการณ์เกี่ยวกับการป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า บริเวณลุ่มน้ำห้วยแม่โจ้ ราษฎรที่อาศัยอยู่แล้วก็ตาม การลักลอบตัดไม้ในบริเวณ หรือลุ่มน้ำดังกล่าวข้างต้นก็ยังมีอยู่เสมอ ทำให้สภาพของป่าไม้เสื่อมโทรมลงทุกที และลำน้ำห้วยแม่โจ้ซึ่งเคยมีน้ำไหลตลอดฤดูเริ่มหยุดไหลในฤดูแล้ง ความเอาใจใส่ดูแลป่าไม้บริเวณลุ่มน้ำห้วยแม่โจ้ ประกอบกับความห่วงใยของราษฎร ได้ทราบถึงองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และในการเสด็จพระราชดำเนินมายังสถาบันเทคโนโลยี การเกษตรแม่โจ้ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2521 จึงได้มีพระราชกระแสรับสั่งให้สถาบันฯ หาลู่ทางเพื่ออนุรักษ์ และพัฒนาห้วยแม่โจ้ เพื่อเป็นแหล่งน้ำสำหรับการเพาะปลูกในฤดูแล้งแก่ราษฎรในบริเวณใกล้เคียง เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ ได้ประสานงานกับสำนักงานชลประทานที่ 1 เชียงใหม่ สำรวจสภาพพื้นที่ทั่วไปของแหล่งน้ำ ทราบว่าห้วยแม่โจ้เป็นแหล่งน้ำที่ราษฎรใน 3 ตำบล คือ ตำบลหนองหาร ตำบลป่าไผ่และตำบลเมืองเลน อำเภอสันทราย ใช้น้ำเพื่อการบริโภคและเพาะปลูก ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 8,200 ไร่ การพัฒนาป่าไม้ และสิ่งแวดล้อมอื่นต้องใช้ทรัพยากรสูง โดยเฉพาะการสร้างอ่างหรือฝายเก็บน้ำ ไม่คุ้มกับการลงทุน โดยที่สถาบันฯ มีงบประมาณจำกัด จึงได้ขอการสนับสนุนจากทั้งหน่วยงานของรัฐ และเอกชนจัดกิจกรรมที่พอจะทำได้มาเป็นระยะๆ ต่อมาเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2527 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปพื้นที่ห้วยแม่โจ้อีก และได้มีพระราชกระแสรับสั่งให้กรมชลประทาน พิจารณาสร้างอ่างเก็บน้ำขึ้นในบริเวณต้นน้ำ เพื่อเป็นแหล่งอุปโภคบริโภค และทำการเกษตรของราษฎร ในการเสด็จพระราชดำเนินคราวเดียวกันนี้ ได้มีพระราชกระแสรับสั่งให้อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ จัดทำแปลงปลูกไม้ใช้สอยสำหรับหมู่บ้านใกล้เคียง และส่งเสริมบริการด้านการเพาะปลูกอีกด้วย เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2530 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินจากตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ มาทอดพระเนตรโครงการพระราชดำริ บ้านโปง ในพื้นที่ลำน้ำห้วยแม่โจ้ บริเวณบ่อน้ำวัดแท่นพระผาหลวง และได้มีพระราชกระแสรับสั่งให้สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ โดยคณาจารย์ นักศึกษา ช่วยดูแลรักษาป่าบ้านโปง เพราะอยู่ใกล้สถานที่ ช่วยแนะนำชาวบ้านในท้องถิ่นให้รู้ถึงคุณค่าของป่า และให้ปลูกไม้โตเร็วเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังช่วยแนะนำอาชีพให้แก่ราษฎร และให้ร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะป่าไม้ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำที่ดีที่สุด

ต่อมาเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2534 อธิการบดีและอาจารย์ 4 ท่าน ได้นั่งเครื่องบินอออกสำรวจพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ พบว่ามีราษฎรบุกรุกแผ้วถาง และลักลอบตัดไม้มากยิ่งขึ้น ที่ป่าสันทรายบางแห่งถูกราษฎรจับจองเป็นที่ทำกิน นอกจากนี้หน่วยราชการบางแห่งขอใช้ประโยชน์ และเอกชนได้ทำเรื่องขอเช่ามากขึ้น ทางสถาบันฯ เกรงว่าจะไม่เหลือป่าไม้ที่เป็นต้นน้ำลำธารอีกต่อไป จึงได้ทำโครงการอนุรักษ์ ศึกษา และพัฒนาป่าบ้านโปงขึ้น และกรมป่าไม้ได้อนุมัติให้ใช้พื้นที่ดังกล่าวเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นไปตามพระราชดำริต่อไป โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ เป็นโครงการที่ดำเนินการตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีพระราชกระแสกับนายแก้วขวัญ วัชโรทัย เลขาธิการพระราชวัง เมื่อเดือน มิถุนายน 2535 พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธุ์ 2536 จึงได้เกิดโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีขึ้น โดยได้ดำเนินการกิจกรรมปกปักพันธุกรรมพืช สำรวจเก็บรวบรวม ปลูกรักษา อนุรักษ์และใช้ประโยชน์พันธุกรรมพืช กิจกรรมศูนย์ข้อมูลพันธุกรรมพืช การพัฒนาพันธุ์พืช และกิจกรรมสร้างจิตสำนึกด้านอนุรักษ์พันธุกรรมพืช สำหรับในส่วนโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้สนองพระราชดำริ โดยจัดพื้นที่บางส่วนของโครงการอนุรักษ์ ศึกษา และพัฒนาป่าบ้านโปง เพื่อเข้าร่วมในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ จำนวน 3 แปลง มีพื้นที่ทั้งสิ้น 290 ไร่ โดยเข้าร่วมโครงการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 และได้ดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่อง.


หนังสือพิมพ์ข่าวสดรายวัน ของวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7540 คอลัมน์ สดจากเยาวชน ชื่อ ทัวร์เด็กบ้านโปง “ท่องป่าบ้านเรา”  ของยศศยามล กรมติ ได้เขียนบทความถึงป่าบ้านโปงไว้อย่างน่าสนใจ และทำให้นึกภาพบ้านโปงเป็นหมู่บ้านที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติไว้ดังนี้ ….คุณลุงสมใจ ปงหาญ ตัวแทนมัคคุเทศก์ท้องถิ่นประจำชุมชน ผู้ให้ความรู้เรื่องป่าสันทรายกับเด็กๆ บอกว่า “ชาวบ้านเห็นพ้องต้องกันว่าควรให้เด็กนักเรียนจากโรงเรียนบ้านโปง ซึ่งอยู่ในชุมชนของเรา เข้ามาเรียนรู้ถึงความสำคัญของป่าไม้ที่คนในชุมชนเป็นเจ้าของร่วมกัน ให้เด็กๆ ได้รู้ว่าเราได้รับประโยชน์อะไรจากป่าไม้บ้าง  หากเด็กๆ ไม่ร่วมกันดูแลรักษาป่าไม้แห่งนี้ ต่อไปชาวบ้านจะขาดแหล่งทำมาหากิน เมื่อรู้ถึงคุณค่าของป่าไม้ เด็กๆ จะเข้าใจว่าป่าไม้แห่งนี้ควรค่าแก่การอนุรักษ์อย่างไร”

นอกจากจะเป็นห้องเรียนธรรมชาติขนาดใหญ่ของเด็กๆ แล้ว ป่าสันทรายยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศประจำชุมชนบ้านโปง อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ได้รับการสนับสนุนจากภาควิชาการพัฒนาการท่องเที่ยว คณะธุรกิจการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่เข้ามาทำการวิจัยเชิงพัฒนา กระตุ้นให้ผู้คนในชุมชนมองเห็นความสำคัญของทรัพยากรที่มีอยู่ จึงเกิดการจัดตั้งชมรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศบ้านโปงขึ้นในเวลาต่อมา

ในปีพ.ศ.2545 ชมรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศ บ้านโปง ได้รับทุนจาก ททท. ให้จัดสร้างอาคารต้อนรับนักท่องเที่ยวขึ้น มีพิพิธภัณฑ์วิถีชีวิตชุมชน และเส้นทางการเดินป่าศึกษาธรรมชาติในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพื่อเป็นทั้งเส้นทางการท่องเที่ยวและฐานการเรียนรู้ให้กับเด็กนักเรียน นักศึกษา ที่ต้องการเข้ามาหาความรู้ในบริเวณป่าแห่งนี้

เส้นทางเดินป่าที่มีความยาวกว่า 3.2 กิโล เมตรของป่าอนุรักษ์สันทราย ประกอบไปด้วยพื้นที่ป่าหลายลักษณะ ทั้งป่าเต็งรังที่มีลักษณะเป็นป่าโปร่ง จากนั้นเดินเข้าไปอีกพอประมาณจะพบกับป่า ดิบแล้ง ที่มีสภาพชุ่มชื้นเขียวขจี ประกอบไปด้วยหมู่ไม้ขนาดใหญ่จำนวนมาก สลับกับพื้นที่ป่าไม้เบญจพรรณ เส้นทางการศึกษานี้ใช้เวลาเดินอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง ภายในป่าแห่งนี้ มีฐานการเรียนรู้ที่เด็กโรงเรียนบ้านโปงคุ้นเคยดี ทั้งหมด 17 สถานี ได้แก่

1.บ้านของปลวก

2.ขุมทรัพย์โบราณ

3.ม่อน-หินไหล

4.ต้นรักหลวง

5.ต้นไม้น้ำนอง

6.มะม่วงป่ายักษ์

7.ตาน้ำผุด

8.บ้านของตุ่น

9.ตะเคียนทองโทนใหญ่

10.กะเรกะร่อน

11.ชันโรงในโพรงไม้

12.ต้นกำเนิดน้ำ

13.เจ้าพ่อโปง

14.เถาวัลย์โบราณ

15.ชันโรง-ชีวิตบนจอมปลวก

16.ไทรพันโอบต้นไม้ใหญ่

17.แนวกันไฟ

แต่ละสถานีนั้นจะมีความรู้ที่ลูกหลาน ชาวบ้านโปงควรศึกษา นอกจากจะได้เห็นถึงประโยชน์จากสถานีต่างๆ แล้ว หากได้รับมอบหมายให้เป็นมัคคุเทศก์น้อย ก็จะสามารถให้ความรู้กับนักท่องเที่ยวต่อไปได้ในอนาคต  ด.ญ.ขนิษฐา ปงหาญ หรือน้องพิมพ์ ตัวแทนมัคคุเทศก์น้อย ชั้นป.6 โรงเรียนบ้านโปง บอกว่า “การได้เข้าป่าของพวกเราถือเป็นเรื่องสนุกค่ะ เพราะในป่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราอาจไม่เคยเห็นมาก่อน เราได้รู้ถึงประโยชน์ ต่างๆ นานา ของป่าไม้ ชาวบ้านมาหาของป่าทั้งเอาไปกิน และขาย พ่อแม่หนูก็เช่นกันค่ะ เพราะในป่าแห่งนี้มีทั้งพืชกินได้ อย่างพวกเห็ด หน่อไม้ แล้วแต่ฤดูกาล พืชสมุนไพร ก็มีนะคะ ชาวบ้านจึงมีรายได้จากการหาของป่า  แต่จะมีข้อตกลงร่วมกัน เป็นกฎของชุมชนว่าห้ามตัดไม้ทำลายป่า และต้องช่วยกันอนุรักษ์ป่า พอมีนักท่องเที่ยวเข้ามาก็จะมีมัคคุเทศก์ท้องถิ่นต้อนรับ ส่วนเด็กๆ อย่างพวกเราก็ฝึกการเป็นมัคคุเทศก์น้อยค่ะ”

ป่าอนุรักษ์สันทราย คือ แหล่งทรัพยากรที่สำคัญของชุมชนชาวบ้านโปง อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ คนที่นี่ยังคงใช้วิถีชีวิตอยู่กับป่า ชาวบ้านจึงรักในธรรมชาติรอบตัว เพราะนอกจากไม่ทำลายแล้ว ยังร่วมกันอนุรักษ์ผืนป่าสืบต่อมารุ่นสู่รุ่นการเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับป่าอนุรักษ์สันทราย ถูกบรรจุไว้ในหลักสูตรท้องถิ่นของโรงเรียนบ้านโปง นักเรียนชั้น ป.4-ป.6 จึงมีโอกาสได้เข้ามาสัมผัส และศึกษาค้นคว้าในห้องเรียนธรรมชาติแห่งนี้ โดยผ่านทางกิจกรรมมัคคุเทศน์น้อย  เหล่ามัคคุเทศน์น้อยได้รับการฝึกฝนจากมัคคุเทศน์ท้องถิ่นประจำชุมชน จึงสามารถถ่ายทอดความรู้กว่า 17 ฐานการเรียนรู้ตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติในบริเวณเขตป่าอนุรักษ์สันทราย สู่ผู้มาเยือนได้อย่างคล่องแคล่ว


This slideshow requires JavaScript.


สถานที่ที่น่าสนใจบนเส้นทางการท่องเที่ยวเกษตรเชิงนิเวศ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

และ โครงการป่าอนุรักษ์บ้านโปง เพื่อการท่องเที่ยวเกษตรเชิงนิเวศ

                เส้นทางท่องเที่ยวเกษตรเชิงนิเวศ จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ สู่พื้นที่ป่าอนุรักษ์บ้านโปง มีระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร จากมหาวิทยาบัยแม่โจ้ ถึงศูนย์พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเกษตรเชิงนิเวศ (บริเวณใต้อ่างเก็บน้ำห้วยโจ้) โดยรถพ่วงล้อยางนำเที่ยว พร้อมมัคคุเทศก์ สำหรับ บริการนักท่องเที่ยวและผู้สนใจทั่วไป ที่ต้องการมาสัมผัสกับธรรมชาติอันงดงาม และร่มรื่นด้วยมวลแมกไม้นานาพรรณ  ชมวิถีชีวิตของชุมชน  เต็มไปด้วยรอยยิ้ม  และมิตรไมตรี

แหล่งท่องเที่ยวภายในมหาวิทยาลัยแม่โจ้

c ฟังบรรยายสรุปการพัฒนาการท่องเที่ยวเกษตรเชิงนิเวศมหาวิทยาลัยแม่โจ้มีกิจกรรมที่น่าสนใจ เพื่อการศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเกษตรเชิงนิเวศ โดยเฉพาะ “การพลิกตำนาน..แม่โจ้” ตำนานแห่งการบุกเบิก และการก่อตั้งโรงเรียนประถมกสิกรรม ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2477 โดยท่านอำมาตย์ โท พระช่วง เกษตรศิลปาการ(ช่วงโลจายะ) ซึ่งชาวแม่โจ้ได้ให้สมญานามท่านว่า “บิดาเกษตรแม่โจ้” คือไม่มีท่านพระช่วง ก็ไม่มีแม่โจ้  ซึ่งกิจกรรมในช่วงวันงานเกษตรแม่โจ้จะมีกิจกรรมนี้เป็นประจำทุกปี มีผู้ให้ความสนใจจำนวนมากใช้บริการนั่งรถพ่วงล้อยางนำเที่ยว  กิจกรรมหลักที่จัดให้มีในงานวันเกษตร ในช่วงต้นเดือนธันวาคมของทุกปี

c ชมโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเกษตรเชิงนิเวศ

c การทดลองวิจัยพืชผัก และการเพาะเห็ด สาขาวิชาพืชผัก คณะผลิตกรรมการเกษตร

c โครงการการสาธิตเกษตรทฤษฎีใหม่ และการวิจัยพืชไร่

c การเพาะเห็ดเลี้ยงกล้วยไม้ โครงการคือกล้วยไม้ไทยสู่ไพรพฤกษ์ ภาควิชาพืชสวน

c งานพิพิธภัณฑ์ประมงน้ำจืด ภาควิชาเทคโนโลยีประมง

งานของ อพ.สธ.-แม่โจ้:ภูมิปัญญาเกษตรแห่งแผ่นดิน

                 เนื่องในวโรกาสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเปิดพระอนุสาวรีย์ พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ หลักสูตรภูมิสังคมอย่างยั่งยืน การประชุมวิชาการและนิทรรศการ สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน ระดับภูมิภาค ครั้งที่ 2 โครงการ “อพ.สธ.-แม่โจ้:ภูมิปัญญาเกษตรแห่งแผ่นดิน” วันที่ 21 มิถุนายน 2555 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่

ด้วยมหาวิทยาลัยแม่โจ้เป็นสถาบันการศึกษาหนึ่งที่ได้ทำงานสนองพระราชดำริ เช่น โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.-แม่โจ้) โครงการคืนชีวิตกล้วยไม้ไทยสู่ไพรพฤกษ์ฯ โครงการพัฒนาบ้านโปงฯ มูลนิธิกล้วยไม้ไทย และโครงการพิเศษสวนเกษตรเมืองงาย โครงการ “แม่โจ้…ภูมิปัญญาด้านการเกษตร” จึงจัดขึ้นโดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมามหาวิทยาลัยแม่โจ้ในวันที่ 21 มิถุนายน 2555 โดยได้แบ่งพื้นที่และกิจกรรมเป็น 3 ส่วน คือ

ส่วนที่หนึ่งพื้นที่วัฒนธรรมเกษตรล้านนา จำนวน 35 ไร่ จำลองและสาธิตวิถีการเกษตรล้านนา ภูมิปัญญาเกษตรและปราชญ์พื้นบ้านท้องถิ่น เช่น การอนุรักษ์ดินและน้ำ การปลูกข้าว เกษตรอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก การเลี้ยงสัตว์ พืชไร่ พืชสวน และสวนสมุนไพร นอกจากจัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์แล้วยังเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ เป็นเวทีถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การเสริมสร้างจิตสำนึกความภาคภูมิใจในท้องถิ่นแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชน

ส่วนที่สองพื้นที่วิถีเกษตร วิถีแม่โจ้ พื้นที่ดังกล่าวประกอบด้วยพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมการเกษตรไทย ซึ่งเป็นเรือนพักของอดีตอธิการบดีปูชนียบุคคลของแม่โจ้ตั้งแต่คุณพระช่วงเกษตรศิลปาการ ศ. ดร.วิภาต บุญศรี วังซ้าย เรือนธรรมและพื้นที่ประเพณีแม่โจ้ คือ สวนป่าวิภาต บุญศรี วังซ้าย ลำห้วยแม่โจ้และสระเกษตรสนาน พื้นที่วิถีเกษตร วิถีแม่โจ้ แสดงถึงเรื่องราวความเป็นมาของวิถีชีวิตความเป็นชาวเกษตรแม่โจ้ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน เริ่มตั้งแต่โรงเรียนประถมกสิกรรมประจำภาคเหนือ พ.ศ. 2477 จนเป็นมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ชีวิตและผลงานของเหล่าบรรดาศิษย์เก่าแม่โจ้รุ่นก่อนจนถึงรุ่นปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 76 ซึ่งจะแสดงถึงความรักความสามัคคีและประเพณีของมหาวิทยาลัยแม่โจ้

ส่วนที่สามอุทยานและฟาร์มมหาวิทยาลัย จำนวน 907 ไร่ เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางพืชพรรณ ป่าไม้ แหล่งต้นน้ำ จัดแบ่งเป็นแปลงทดลองและวิจัยของนักศึกษาและคณาจารย์ด้านพืชผักและไม้ผล ยางพารา พืชน้ำมัน เช่น สบู่ดำ ปาล์มน้ำมัน โดยเฉพาะผลงานด้านการผลิตลำไยนอกฤดู ซึ่งได้สร้างชื่อเสียงและทำให้ประชาชนนำไปสร้างอาชีพและสร้างรายได้ตลอดมา อุทยานและฟาร์มมหาวิทยาลัย 907 ไร่ ยังจัดพื้นที่ฝึกอบรมแก่พี่น้องเกษตรกรเป็นสถานที่ฝึกงานและสหกิจศึกษาแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยแม่โจ้และเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ

นอกจากนั้นมหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้ดำเนินการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติเนื่องในมหามงคลสมัยพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา ในปี 2550 โดยได้ปลูกป่าในพื้นที่ต้นน้ำลาธารที่มีสภาพเสื่อมโทรม เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2549 ณ อุทยานเกษตรและฟาร์มมหาวิทยาลัย โครงการพัฒนาบ้านโปง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.เทพ พงษ์พานิช อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นประธานในพิธีปลูกป่าตามที่รัฐบาลได้จัดทำโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่อง ในวโรกาสทรงครองราชย์ ปีที่ 50 ขึ้น โดยเชิญชวนองค์กรของรัฐและเอกชน ตลอดจนประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกสาขาอาชีพ ร่วมแรงร่วมในกันปลูกป่า เพื่อถวายเป็นราชสักการะแด่องค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ ปีที่ 50 ใน พ.ศ. 2539 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จึงได้จัดทำโครงการปลูกต้นไม้ในพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารที่มีสภาพเสื่อมโทรม โดยการปลูกป่าเสริมและอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ให้มีสภาพสมบูรณ์ เพื่อรักษาต้นน้ำลำธารและการศึกษาวิจัยทางด้านป่าไม้ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป

โครงการ อพ.สธ.-แม่โจ้:ภูมิปัญญาเกษตรแห่งแผ่นดิน จะจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 20-24 มิถุนายน 2555 นอกจากกิจรรมที่กล่าวมาแล้วยังมีโรงเรียนจัดนิทรรศการจำนวน 104 โรงเรียน มีการนำเสนอผลงานทางวิชาการของนักเรียนสมาชิก อพ.สธ. การแสดงจากนักเรียนโรงเรียนต่าง ๆ ตั้งแต่เวลา 17.00-20.00 น. และในวันที่ 23 มิถุนายน 2555 ตั้งแต่เวลา 09.00-15.30 น. เป็นการประชุมสัมมนาองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เรื่อง “การสำรวจและจัดทำฐานทรัพยากรท้องถิ่น” ณ ห้องประชุมแคทลียาควีนสิริกิติ์ ชั้น 5 อาคารไม้ดอกไม้ประดับ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

การเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยสามารถใช้บริการรถพ่วงล้อยาง จากทางคณะพัฒนาการท่องเที่ยว ซึ่งอาจขอนักศึกษาในการพาเที่ยวชมมหาวิทยาลัยได้ด้วย


กิจกรรมทางการท่องเที่ยวที่น่าสนใจในชุมชนบ้านโปง

1. ตกปลาอ่างเก็บน้ำห้วยโจ้   

2. ไหว้พระวัดดอยแท่นพระผาหลวงตำนาน 700 ปี แห่งเดียวในประเทศไทย

3. เดินเท้า ขี่จักรยานศึกษาความหลากหลายทางธรรมชาติ   

4. แปลงสาธิตไม้ตัดดอกเมืองหนาว

5. ตั้งเต็นท์พักแรม (Comping), โฮมสเตย์    

6. ดูนกในป่าอนุรักษ์   

7. ศึกษาสวนป่าสมุนไพร

8. นวดแผนโบราณวัดวิเวกวนาราม

9. ฟาร์มเพาะเห็ด  

10. ดูดาวศึกษาดาราศาสตร์

11. นั่งรถไฟล้อยางชมธรรมชาติและวิถีชีวิตชุมชน

12. ศูนย์สาธิตไบโอดีเซล

13. การเลี้ยงกวางเขาอ่อน

14. การเพาะเลี้ยงวัวพันธุ์บรามัน

15. กิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายบริหารจัดการบ้านพักโฮมสเตย์และประชาสัมพันธ์ นางมิ่งขวัญ แดงสุวรรณ โทร. 08 1882 9522, 08 1961 5960, 08 1024 0571

ชมรมท่องเที่ยวเกษตรเชิงนิเวศบ้านโปง นางมิ่งขวัญ แดงสุวรรณ โทร. 08 1882 9522, 08 1961 5960 , 08 1024 0571

โครงการจัดตั้งศูนย์พัฒนาการท่องเที่ยวเกษตรเชิงนิเวศ โทร. 0 5329 3003,6 โทรสาร 0 5329 3006 , 08 7180 5506


ชุมชนบ้านโปงมีการท่องเที่ยวโดยชุมชน Community – Based Tourism)

การท่องเที่ยวโดยชุมชน Community – Based Tourism) คือการท่องเที่ยวที่คำนึงถึงความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม สังคม และวัฒนธรรม  กำหนดทิศทางโดยชุมชน  จัดการโดยชุมชนเพื่อชุมชนและชุมชนมีบทบาทเป็นเจ้าของมีสิทธิในการจัดการดูแลเพื่อให้เกิดการเรียนรู้แก่ผู้มาเยือน (โครงการท่องเที่ยวเพื่อชีวิตและธรรมชาติ, 2540)

                ด้านทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรม

•ชุมชนมีฐานทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์  และมีวิถีการผลิตที่พึ่งพาและใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

•ชุมชนมีวัฒนธรรมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น

                ด้านองค์กรชุมชน

•ชุมชนมีระบบสังคมที่เข้าใจกัน

•มีปราชญ์  หรือผู้มีความรู้  และทักษะในเรื่องต่าง ๆ หลากหลาย

•ชุมชนรู้สึกเป็นเจ้าของและเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา

                ด้านการจัดการ

•มีกฎ-กติกาในการจัดการสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว

•มีองค์กรหรือกลไกในการทำงานเพื่อจัดการการท่องเที่ยว  และสามารถเชี่อมโยงการท่องเที่ยวกับการพัฒนาชุมชนโดยรวมได้มีการกระจายผลประโยชน์ที่เป็นธรรม

•มีกองทุนที่เอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชุมชน

                ด้านการเรียนรู้

•ลักษณะของกิจกรรมการท่องเที่ยวสามารถสร้างการรับรู้ และความเข้าใจในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่แตกต่าง

•มีระบบจัดการให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ระหว่างชาวบ้านกับผู้มาเยือน

•สร้างจิตสำนึกเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมทั้งในส่วนของชาวบ้านและผู้มาเยือน

ด้านการเรียนรู้

•ลักษณะของกิจกรรมการท่องเที่ยวสามารถสร้างการรับรู้ และความเข้าใจในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่แตกต่าง

•มีระบบจัดการให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ระหว่างชาวบ้านกับผู้มาเยือน

•สร้างจิตสำนึกเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรม ทั้งในส่วนของชาวบ้านและผู้มาเยือน

ด้านการบริหารจัดการโฮมสเตย์  ชาวบ้านทุกคนจะมีส่วนรวม โดยมีการลงหุ้นเพื่อตั้งเป็นกองกลาง หุ้นละ 10 บาท ส่วนรายรับที่ได้จากการเปิดบ้านให้นักท่องเที่ยวเข้ามาพัก เจ้าของบ้านจะหักรายได้ 10 เปอร์เซ็นต์เพื่อเข้ากองกลาง เมื่อถึงเดือนเมษายนทุกปีจะมีการแบ่งปันผลจากกองกลางให้ชาวบ้านตามหุ้นที่ตนเองลงไว้ โดยชาวบ้านที่เป็นสมาชิกจะลงหุ้นได้ไม่เกินคนละ 2,000 บาท สาเหตุที่ตั้งกฎเกณฑ์ดังกล่าวขึ้น เพื่อป้องกันการแสวงหากำไรจากรายได้ “

Older Posts »

Categories